บริจาค

เห็นว่า..บล็อกนี้ดี มีประโยชน์... โปรดสนับสนุนผู้ทำบล็อกได้ที่ พร้อมเพย์ 083-4616989
หรือบัญชี 002-1-70462-8 กสิกรไทย สาขาบางลำภู

คนที่ 10


กายธรรมครั้งที่ 1

วันนี้เป็นวันแรกของการนั่งสมาธิ แต่อาจารย์บอกว่า เป็นการนั่งสมาธิแบบการจินตนาการถึงภาพต่างๆ อาจารย์บอกว่าให้นั่งท่าที่คิดว่าสบายที่สุด แต่ไม่ให้มอบไปกับโต๊ะ เพราะจะทำให้เราหลับและไม่เกิดสมาธิ  อาจารย์ให้นั่งหลับตา แล้วให้นึกถึงดวงกลมใสสีขาว ให้เรานึกว่ามันอยู่ในท้องของเรา  แต่ก็ยังนึกไม่ได้ เลยนึกถึงซาลาเปาลูกโตๆสีขาว ถ้านึกแบบนี้ท่าจะง่ายกว่า เพราะเป็นของกินที่ยังไงก็ต้องเข้ามาอยู่ในท้อง พอนั่งแบบนี้ไปเรื่อยๆ อาจารย์ก็จะถามว่า ใครเห็นดวงใสแล้วบ้าง ถ้าเห็นให้ยกมือขึ้น แต่ก็ไม่ได้ยกมือเพราะยังไม่มีอะไรเกิดขึ้นในความมืดเลย แม้แต่ซาลาเปาก็ยังไม่เห็นสักลูกเดียว ก็งงอยู่ว่าให้นั่งหลับตามันจะมาเห็นอะไรกลมๆใสๆขาวๆได้ยังไง
สรุปแล้วคือ ครั้งแรกไม่มีอะไรเกิดขึ้นนอกจากอาการง่วงๆงงๆ

กายธรรมครั้งที่ 2

วันนี้เป็นครั้งที่สองของการนั่งสมาธิแบบครั้งที่แล้ว คืออาจารย์ก็บอกให้นั่งในท่าที่สบาย และทำจิตให้นิ่ง เพื่อที่จะได้นึกถึงดวงใส ก็พยายามที่จะทำจิตให้นิ่งเพื่อที่จะได้เห็นซาลาเปาดวงใสในแบบของตัวเอง เพราะครั้งที่แล้วเห็นเพื่อนในห้องเขาเห็นกัน ก็ทำตามที่อาจารย์บอกทุกอย่าง แต่ก็ยังไม่บังเกิดผลอะไร ยังไม่มีดวงใสเกิดขึ้นในความมืดของดวงตา อาจารย์จะถามทั้งหมดสามครั้ง ว่าใครบ้างที่เห็นดวงใสแล้ว ครั้งแรกก็ยังไม่เห็น ก็เลยคิดว่าเดี๋ยวสักพักก็คงจะเห็น พอครั้งที่สองก็ยังไม่เห็นอีก คราวนี้จิตก็เลยหลุดไปเลย เปลี่ยนเป็นหงุดหงิดแทน ก็พูดกับตัวเองว่าอาจารย์จะพูดอะไรนักหนาพูดแบบเดิมๆ พูดเสียงก็ดัง แล้วเมื่อไหร่จิตจะนิ่งแล้วได้เห็นกับเพื่อนเขาสักที พอหงุดหงิด ทุกอย่างก็เปลี่ยนไปหมด ไม่มีการนึกถึงดวงใส นึกแค่ว่าเมื่อไหร่อาจารย์จะเลิกพูดแล้วให้ลืมตาสักที

สรุปคือ ครั้งนี้ก็ยังไม่เห็นอะไรเลย ไม่มีอะไรเกิดขึ้นนอกจากความหงุดหงิดที่เข้ามาครอบงำจิตของตัวเองให้เอนเอียงไปทางอื่น

กายธรรมครั้งที่ 3

เป็นครั้งที่สามกับสมาธิดวงใส วันนี้ไม่ได้มีความตั้งใจที่จะนั่งเลยแม้แต่นิดเดียว เพราะรู้สึกว่า นั่งไปก็ไม่เคยเจออะไรสักที ก็นั่งหลับตาธรรมดา ไม่ได้สนใจกับสิ่งที่อาจารย์พูดออกมา นึกแค่ว่ามันไม่มีเสียงอะไรเลยนอกจากเสียงหายใจของตัวเอง และนึกอีกว่าห้องนี้มีแค่เราคนเดียว มันแปลกมากกับการนึกคิดแบบนี้ มันทำให้จิตตัวเองนิ่งมากถึงมากที่สุด คือเหมือนว่าถ้าเราไม่สนใจในสิ่งรอบข้าง สิ่งที่เราพยายามนึกคิดและอยากเห็นก็พร้อมปรากฏ มันมีความรู้สึกว่าตัวจะล้มลง มันเบาเหมือนลอยได้ แต่ก็ยังไม่เห็นอะไร นอกจากความรู้สึกที่สัมผัสได้ว่าตัวเองจะล้มจากโต๊ะที่นั่งอยู่ แล้ววันนี้ก็ไม่รู้ว่าอาจารย์พูดอะไรบ้าง ไม่รู้ว่าอาจารย์ถามอะไรบ้าง เพราะไม่ได้สนใจในรอบข้าง
สรุปคือ ไม่มีดวงใสเกิดขึ้นแต่มีความรู้สึกว่ามันนิ่ง และเบามาก ครั้งนี้ทำให้รู้ว่า ถ้าหากไม่สนใจและไม่ใส่ใจกับสิ่งรอบข้าง ก็จะทำให้จิตเรานิ่งได้ถึงแม้จะไม่เห็นดวงใสก็ตาม
กายธรรมครั้งที่ 4
กลับมาอีกครั้งกับการนั่งสมาธิ แต่ต้องบอกก่อนว่าครั้งนี้มาเรียนสาย พอมาถึงห้องเรียนปั๊บ อาจารย์ก็พานั่งสมาธิเลย ซึ่งจิตยังไม่ละจากความเหนื่อยจากการเดินขึ้นบันไดมาห้องเรียน ก็นั่งหลับตาแบบขอไปที นั่งไปโดยที่มันยังไม่หายเหนื่อย ก็เลยเฉยๆกับการนั่งครั้งนี้ แต่ในหัวก็คิดว่า อยากเห็นบ้าง ถึงจะเป็นดวงใสที่ลางๆมาแป๊บเดียวก็ตาม แต่ก็ไม่บังเกิดผล อาจารย์ถามสามรอบ ก็ไม่มีสักรอบเลยที่ได้ยกมือแบบเพื่อนคนอื่นเขา อาจารย์บอกว่าให้นึกว่าใจของเราเป็นเข็มเย็บผ้า แล้วให้ส่งไปกลางดวงใส แต่ก็ไม่รู้จะส่งไปยังไงเพราะดวงใสยังไม่เกิดให้เห็นเลย แต่ก็นึกขำๆในใจว่า ถ้าใจเป็นเข็มเย็บผ้า แล้วส่งไปกลางดวงใส ถ้าเข็มมันจิ้มดวงใสแตก แล้วทีนี้จะเหลือดวงใสให้เห็นได้ยังไง

สรุปกับครั้งนี้คือ ดวงใสก็ยังไม่เกิด แต่ก็อยากเห็นสักครั้ง

กายธรรมครั้งที่ 5

ครั้งนี้อาจารย์เอาอะไรมาให้นึกถึงอีกแล้ว อาจารย์ให้นึกถึงพระแล้วพูดคุยกับท่าน งานหินกว่าการเห็นดวงใสอีก ไม่รู้จะนึกยังไง แล้วถ้าเห็นจะคุยกับท่านได้จริงหรือ ท่านจะตอบเรามาจริงหรือเปล่า ก็เลยลองนึกให้เห็นพระท่าน แต่ก็ยากอยู่มากนัก เพราะจิตไม่นิ่งพอ และบารมีคงไม่ถึงที่จะเห็นท่านแล้วสื่อสารกับท่านได้ อาจารย์บอกว่าอยากถามอะไรท่านก็ถาม เช่น จะเรียนจบไหม อนาคตจะเป็นอย่างไร จะมีงานทำหรือเปล่า แต่คำถามเหล่านั้นก็ไม่ได้ออกจากจิตของตัวเองเลย เพราะพระท่านไม่ปรากฏให้เห็น สงสัยจะเป็นคนบาป เพราะขนาดพระท่านยังไม่อยากลงมาปรากฏให้เห็น
สรุปแล้วครั้งนี้ ก็ไม่เห็นทั้งดวงใส และไม่เห็นแม้แต่องค์พระท่านเลย อยากจะสื่อสารกับท่านได้บ้าง จะถามท่านว่า ดร.มนัส ให้พวกหนูนั่งสมาธิแบบนี้ไปเพื่ออะไรกันหนอท่าน

กายธรรมครั้งที่ 6

วันนี้ใครๆก็รู้กันว่าต้องนำเอาบทความให้อาจารย์ตรวจดู แล้วยังไงล่ะ ก็สมาธิไม่เกิดไงค๊ะ นั่งไปเถอะ พูดไปเถอะ จิตไม่นิ่งพอที่จะนึกเห็นอะไรได้ นึกอย่างเดียวว่า ส่งงานแล้วจะเจออะไรบ้าง อาจารย์จะว่าอะไรบ้าง ต้องเถียงอะไรกับอาจารย์บ้าง  วันนี้อยากเห็นองค์พระท่าน เพราะอยากถามท่านว่า ดร.มนัสจะทำอะไรกับบทความของหนูบ้างท่าน แต่ก็ไม่มีจิตใจที่จะมานั่งนึกถึงท่านหรอกค่ะ เพราะอะไรก็ไม่แย่เท่ากับการที่พวกหนูต้องนำบทความส่งอาจารย์ หนูรู้เลยว่ามันจะเป็นยังไง

สรุปแล้ววันนี้ ไม่เห็นอะไรเลยค่ะ เห็นแต่หน้าอาจารย์ตอนตรวจบทความ เห็นว่าหน้าอาจารย์ต้องเป็นแบบนั้นแบบนี้ ต้องว่าแบบนั้นแบบนี้

กายธรรมครั้งที่ 7

วันนี้นั่งสมาธิมาราธอน ถ้าจำไม่ผิดรู้สึกจะใช้เวลาไป 28 นาทีตามที่อาจารย์ได้บอก มันเป็นการนั่งสมาธิที่ยาวนานเหลือเกิน มันนานเกินไปสำหรับจิตของตัวเองที่มันจะอยู่นิ่งเฉยได้ แล้ววันนี้อาจารย์ก็นำเสนอสิ่งแปลกใหม่มาให้นึกให้คิดเยอะมาก มากจนไม่รู้ว่าจะนึกอะไรก่อนดี จะดวงใสก่อน หรือจะองค์พระท่าน หรือจะเทวดาอะไรต่างๆก่อนดี ทุกอย่างพันกันไปหมดจนทำให้รู้สึกว่า จิตต้องหลุดแน่นอน ร่างกายขยับไปมาอยู่ตลอด มันรู้สึกอึดอัด มันไม่สบายเหมือนครั้งก่อนๆ อาจจะเป็นเพราะครั้งนี้ใช้เวลาในการทำสมาธินานไปหน่อย เลยทำให้ตัวเองรู้สึกว่ามันเบื่อ แต่นั่งนานก็ทำให้เราเกิดความพยายามที่จะดึงจิตให้นิ่งได้หลายครั้ง แต่ก็ไม่นิ่งสักครั้งถึงจะพยายามก็ตาม  พยายามบอกกับตัวเองว่า ต้องเห็นให้ได้สักครั้ง เพราะเหลืออีกแค่ครั้งเดียวเท่านั้น  ก็นั่งไปเรื่อยๆ เลยนึกขึ้นได้ว่าต้องทำเหมือนครั้งแรกๆ ที่นึกว่ามันไม่มีอะไรในห้องนี้ ให้รู้สึกว่าเราอยู่คนเดียว  ก็ทำอย่างที่คิดได้ ก็นั่งไปเรื่อยๆ ตัวเริ่มเบา ทุกอย่างนิ่ง รู้สึกจะวูบ เหมือนจะกลิ้งลงจากโต๊ะ มันแปลกมากที่อยู่ดีๆก็มีเม็ดใสๆเต็มในความมืดไปหมด แต่มันไม่ใช่ดวง เพราะถ้าดวงคงต้องเป็นดวงที่ใหญ่และไม่เป็นเม็ดเล็กๆเหมือนดาวที่อยู่บนท้องฟ้าแบบนี้ ก็ไม่ทราบว่าสิ่งที่เห็นคืออะไร แต่ดีใจที่ได้เห็น เพราะที่ผ่านมา แม้แต่จุดเล็กจุดน้อยก็ยังไม่มีปรากฏให้เห็นเลย

สรุปว่าครั้งนี้หนูเห็นก็แล้วกัน เพราะมันแปลกกว่าทุกครั้งที่ผ่านๆมา

กายธรรมครั้งที่ 8

ครั้งสุดท้ายของการนั่งสมาธิ เพื่อนบางคนอาจจะแบบว่า ครั้งสุดท้ายแล้ว ตั้งใจทำดีกว่าเพื่อที่จะได้เห็นดวงใส แต่สำหรับหนูมันไม่ใช่แบบนั้น เพราะหนูจำได้ว่าหนูได้เห็นไปแล้วเมื่อครั้งที่แล้ว หนูเลยนั่งเล่นๆ ไม่ได้สนใจอะไร เพราะแค่หนูได้เห็นครั้งเดียว มันก็เท่ากับว่าหนูได้เห็นมาทุกครั้ง เพราะครั้งที่แล้วหนูเห็นเป็นเม็ดหลายๆเม็ดเหมือนดวงดาว มันมากกว่าดวงใสในแต่ละครั้งของทุกคนแน่นอน เพราะหนูคิดแบบนั้น วันนี้ก็เลยส่งท้ายด้วยการ นั่งหลับตาแบบหลับไปเลยดีกว่า แล้วครั้งนี้เสียงของอาจารย์มันเหมือนเสียงสวดมนต์อะไรสักอย่าง เพราะอาจารย์พูดเร็วมากๆ มันยิ่งทำให้หนูเคลิ้มหลับได้เร็วขึ้น 

สรุปแล้วครั้งสุดท้าย ดวงใสไม่บังเกิด เพราะหนูคิดแบบที่หนูได้บอกอาจารย์ไป

แต่สุดท้ายนี้ หนูขอบคุณอาจารย์มากๆที่สอนให้พวกหนูได้นั่งสมาธิแบบที่ไม่เคยนั่งมาก่อน ถึงมันจะยากที่จะได้เห็นดวงใส แต่อย่างน้อยๆมันก็เป็นการฝึกสมาธิในอีกรูปแบบหนึ่ง ที่หนูคิดว่าคงไม่มีใครมาสอนให้ใครสักคน นั่งสมาธิแล้วดวงใสปรากฏขึ้นมาได้  หนูได้ดูยูทูบที่อาจารย์ไปสอนเด็กพิการทางสายตา  หนูแอบอิจฉาเด็กกลุ่มนั้น ขนาดตาเขามองไม่เห็นในสิ่งที่คนตาดีเห็น แต่เขากลับมองเห็นในสิ่งที่คนตาดีไม่เคยมองเห็น และนับว่าเป็นสิ่งที่ดี ที่คนพิการทางสายตาได้มองเห็นสิ่งๆนั้น เขาคงมีบุญบารมีมากกว่าคนตาปกติทั่วไป



คนที่ 09

ครั้งที่ 1 วันพุธ ที่  เดือน ตุลาคม พ.ศ. 2554

เมื่อหลับตาลง ก็เห็นแต่ความมืดไม่เห็นอะไรเลย นั่งอยู่นานพอสมควรเหมือนจะเห็นแล้ว เห็นแสงสว่างออกมาไม่นานนัก เหมือนเป็นรูปลูกแก้วแต่ข้างในลูกแก้วนั้นมันเป็นสีดำ

ครั้งที่ 2 วันพุธ ที่ เดือน ตุลาคม พ.ศ. 2554

เมื่อหลับตาลง นั่งอยู่นานพอสมควรเหมือนจะเห็นแล้ว เห็นแสงสว่างออกมา แต่ครั้งนี้เห็นเร็วขึ้นมาก่อนครั้งที่แล้วเป็นรูปลูกแก้ว แต่เป็นแสงสว่างที่กำลังกระพริบอยู่

ครั้งที่ 3 วันพุธ ที่ 14 เดือน ธันวาคม พ.ศ. 2554

เมื่อหลับตาลง ครั้งนี้นั่งไม่ค่อยนานมากก็เห็น เห็นเป็นรูปลูกแก้วที่สว่างมากเป็นลูกเล็กๆ แล้วมันก็ใหญ่ขึ้นมามากกว่าเดิม

ครั้งที่ 4 วันพุธ ที่ 4 เดือน มกราคม พ.ศ. 2555

ไม่ได้มาเรียนค่ะ

ครั้งที่ 5 วันพุธ ที่ 26 เดือน มกราคม พ.ศ. 2555

เมื่อหลับตาลง ครั้งนี้นั่งไม่ค่อยนานก็เห็นแล้ว ครั้งนี้เห็นเป็นรูปลูกแก้วและรูปพระ แต่เป็นพระด้านข้าง

ครั้งที่ 6 วันพุธ ที่ 1 เดือน กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2555
เมื่อหลับตาลง ครั้งนี้นั่งไม่ค่อยนานก็เห็นแล้ว ครั้งนี้เห็นเป็นรูปลูกแก้วและเป็นรูปช้างกำลังเดิน

ครั้งที่ 7 วันพุธ ที่ 8 เดือน กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2555
เมื่อหลับตาลง ครั้งนี้นั่งไม่ค่อยนานก็เห็นอีก ครั้งนี้เห็นเป็นรูปลูกแก้วและเป็นรูปม้ากำลังวิ่ง

ครั้งที่ 8 วันพุธ ที่ 15 เดือน กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2555

เมื่อหลับตาลง ครั้งนี้นั่งไม่ค่อยนานก็เห็นอีกแล้ว ครั้งนี้เป็นครั้งสุดท้ายแล้ว เห็นเป็นรูปลูกแก้วแล้ก็รูปผู้หญิงใส่ชุดไทย

สรุป

1. ถ้าเรามีความเครียด สมาธิจะช่วยให้เรากำจัดความเครียด และสามารถผ่อนคลายความเครียดได้มาก
2. ถ้าเรามีความวิตกกังวล สมาธิสามารถช่วยให้เราระงับความวิตกกังวล และสามารถทำให้เราพบกับความสงบสุขอย่างถาวร หรือไม่อย่างน้อยก็เป็นครั้งคราวได้
3. ถ้าเราเกิดความท้อแท้ สมาธิจะช่วยให้เราเกิดกำลังใจ และความเข้มแข็งที่จะเผชิญ หรือเอาชนะปัญหาต่างๆได้
4. ทำให้มีสติสัมปชัญญะมากขึ้น ทำให้รู้สึกตัวอยู่ตลอดเวลาว่ากำลังทำสิ่งใด มีความรอบคอบมากขึ้นกว่าเดิม คิดก่อนทำอยู่ตลอด ทำงานไม่ผิดพลาด ไม่ประมาท
5. ช่วยระงับอารมณ์โมโห อารมณ์ร้ายต่าง ๆ ได้ เพราะการฝึกสมาธิช่วยให้จิตสงบนิ่งมากขึ้น และเมื่อจิตสงบนิ่งแล้วจะมีพลังยับยั้งการกระทำทางกาย วาจา ใจได้





คนที่ 08


ครั้งที่ 1 วันพุธ ที่  เดือน ตุลาคม พ.ศ. 2554

พอหลับตาลงและได้ค่อยๆ นึกถึงดวงใสตามที่ ดร.มนัส ได้พูดให้เราค่อยคิดตาม ข้าพเจ้าก็ได้ทำเหมือนที่ ดร.มนัสพูด แต่ข้าพเจ้าก็ไม่เห็นอะไร ต่อจากนั้นมีความรู้สึกข้าพเจ้าก็เริ่มอึดอัด คิดไปเรื่องโน่นเรื่องนี้ ทำให้จิตใจวอกแวก ข้าพเจ้าลองพยายามตั้งสติเพื่อเข้าถึงดวงใสอีกรอบ แต่ก็ทำไม่ได้ จนกระทั่งเวลาหมดข้าพเจ้าก็ยังไม่เห็นดวงใส

ครั้งที่ 2 วันพุธ ที่ เดือน ตุลาคม พ.ศ. 2554

ครั้งนี้ข้าพเจ้าได้ตั้งใจที่จะลองตั้งสติและสมาธิเพื่อให้เห็นดวงใสในท้องให้ได้ เมื่อหลับตาข้าพเจ้าก็ค่อยๆ เริ่มนึกถึงภาพทุ่งหญ้าอันกว้างใหญ่ มีลมพัดเย็นๆ และมีเพียงข้าพเจ้าที่อยู่ตรงนั้น และตลอดเวลาในการรวมสมาธิ ข้าพเจ้าก็ได้ท่องคำว่า ใจสบายไปเรื่อยๆ และค่อยๆ นึกถึงดวงใสให้อยู่ตรงกลางท้อง ความรู้สึกตอนนั้นเหมือนเราเพ่งเล็งอะไรที่อยู่ในท้องของเรา อาจจะเป็นเพราะเพ่งเล็งเกินไป มันจึงทำให้ข้าพเจ้ารู้สึกเวียนหัว และทำให้ในขณะที่หลับตาเหมือนมองเห็นเป็นสีเขียว แดง เหลือง สีต่างๆ มากมายทำให้ข้าพเจ้าไม่สามารถหลับตาตั้งสติต่อได้ ในครั้งนี้ข้าพเจ้าได้ลืมตาขึ้นก่อนเพื่อนๆ ทุกคน

ครั้งที่ 3 วันพุธ ที่ 14 เดือน ธันวาคม พ.ศ. 2554

ข้าพเจ้าได้ตั้งใจอีกครั้งว่าครั้งนี้ข้าพเจ้าจะต้องเห็นดวงใสและทำใจให้เป็นเข็มเอาไปแทงตรงกลางของดวงใสให้ได้ ข้าพเจ้าหลับตาและนึกถึงภาพทุ่งหญ้ากว้าง มีลมพักเย็นๆ เหมือนครั้งที่แล้ว และอีกไม่นานข้าพเจ้าก็เริ่มเห็นแสงกลมๆ อยู่ที่กลางท้องของข้าพเจ้า ถึงแม้จะไม่ชัดเจนนัก แต่ครั้งนี้ไม่รู้สึกเวียนหัวเหมือนครั้งที่แล้ว อาจเป็นเพราะข้าพเจ้าไม่ได้เพ่งเล็งเหมือนใช้สายตาหาดวงใส ครั้งนี้ข้าพเจ้าใช้ลมหายใจ สติ และความคิดในการค้นหาดวงใส และข้าพเจ้าก็เริ่มคิดตามที่ ดร.มนัส ได้บอกว่า ให้คิดว่าใจเราเป็นเข้มและแทงลงไปกลางดวงใส  ข้าพเจ้าก็ค่อยๆ เริ่มคิด แต่พยายามทำใจให้เป็นเข็มเท่าไหร่ก็ทำไม่ได้สักที ข้าพเจ้าก็เลยหยุดคิดว่าใจเป็นเข็ม และนั่งนึกถึงเพียงแค่ดวงใสที่อยู่ในท้องเพียงอย่างเดียว จนกระทั่งเวลาหมด ข้าพเจ้าค่อยๆลืมตาขึ้น และดีใจที่ครั้งนี้ไม่รู้สึกเวียนหัวและง่วง แถมยังรู้สึกดีอย่างบอกไม่ถูก เหมือนรู้สึกว่าจะเรื่องรู้เรื่อง และยังรู้สึกว่าได้บุญอีกด้วย

ครั้งที่ 4 วันพุธ ที่ 4 เดือน มกราคม พ.ศ. 2555

เมื่อหลับตาข้าพเจ้าก็ตั้งสมาธินึกถึงดวงใสให้อยู่ที่หางตาข้างซ้าย เมื่อข้าพเจ้าเริ่มนึกถึงดวงใสไว้ที่หางตาได้แล้ว ข้าพเจ้าก็ตั้งจิตให้ดวงใสนั้นอยู่ที่ปลายจมูก การทำเช่นนี้ทำให้ข้าพเจ้ารู้สึกว่าได้เห็นดวงใสมีอยู่จริงๆ และก็ค่อยๆ ให้ดวงใสเล็กๆ นั้น เคลื่อนมาที่กลางท้อง ขณะนั้นดวงใสในท้องของข้าพเจ้ามันมีรูปร่างไม่ค่อยจะโตนัก เป็นวงกลมเล็กๆ และมีแสงต่างๆ เกิดขึ้นบริเวณวงกลมเล็กน้อย มันทำให้ข้าพเจ้ารู้สึกสบายปล่อยวาง ไม่ฟุ้งซ่าน ข้าพเจ้าจึงใช้สมาธินั้นทำให้ดวงใสพองโต จากนั้นข้าพเจ้าก็นึกในใจของเรานั้นเป็นเข้มที่ปลายแหลมและคมที่สุดในโลก โดยที่ดวงใสก็ยังคงอยู่ในท้องของข้าพเจ้า และค่อยนึกว่าเรานำเข็มที่แหลมคมที่สุดของเรานั้น ได้ทิ่มลงไปกลางดวงใสที่อยู่ท้องเรา แต่ข้าพเจ้านึกเท่าไหร่เข็มที่แหลมคมเล่มนั้นก็ไม่สามารถทิ่มแทงดวงใสดวงนั้นได้อยู่ดี ข้าพเจ้าจึงนึกเอาว่าดวงใสนั้นได้เคลื่อนเข้าไปหาเข้มที่แหลมคมแทน และทิ่มลงไปกลางดวงใส แต่ก็ไม่สำเร็จเช่นเดิม ข้าพเจ้าจึงหยุดนึกถึงเข็มที่จะทิ่มแทงลงกลางดวงใส และข้าพเจ้าก็ลืมตาทันที ทั้งที่ ดร.มนัส ยังไม่ได้สั่งให้ลืมตา

ครั้งที่ 5 วันพุธ ที่ 26 เดือน มกราคม พ.ศ. 2555

เมื่อข้าพเจ้าหลับตาและนึกถึงดวงใส ข้าพเจ้าก็ได้นึกถึงลูกฟุตบอลกลมๆ หนึ่งลูก จากนั้นข้าพเจ้าก็นึกว่าฟุตบอลลูกนั้นเป็นลูกกลมๆ สีเหลืองๆ แล้วก็ย้ายดวงใสมาที่ตรงกลางท้องอีกสักพักหนึ่ง ดวงใสที่ข้าพเจ้านึกขึ้นมานั้นมันเริ่มสว่าง และใสขึ้นอย่างน่าอัศจรรย์ และอีกไม่นานก็มีภาพต่างๆ เกิดขึ้นในหัวของข้าพเจ้ามากมาย คล้ายๆ เหมือนจะหลับแต่หูของข้าพเจ้าก็ยังคงได้ยินเสียงที่ ดร.มนัส พูด ทำให้ข้าพเจ้าไม่แน่ใจว่าตอนนี้ข้าพเจ้ากำลังฝันอยู่หรือไม่ อีกไม่นานข้าพเจ้าก็รู้สึกสะดุ้งและลืมตาขึ้นพร้อมกับความรู้สึกงุนงง และเป็นช่วงที่ได้เสียง ดร.มนัส พูดว่า ลืมตาขึ้นช้าๆ นั้นหมายความว่าการฝึกจิตภาพครั้งนี้ได้หมดเวลาลงแล้ว

ครั้งที่ 6 วันพุธ ที่ 1 เดือน กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2555

ข้าพเจ้าหลับตาและค่อยๆ นึกถึงดวงใสขึ้นมา 1 ลูก แต่ดวงใสนั้นข้าพเจ้านึกเป็นลูกบอลสีเหลืองนวลๆ ก่อน และอีกไม่นานตัวข้าพเจ้ารู้สึกเหมือนลอยๆ คล้ายกับจะลอยขึ้นจากเก้าอี้และดวงใสก็เริ่มสว่างขึ้นจากวงกลมที่คล้ายดวงจันทร์สีเหลือง แต่ตอนนี้กลายเป็นดวงใสวงกลมๆ อยู่ในกลางท้องของข้าพเจ้า และต่อมมาก็นึกให้ใจเราเป็นดั่งเข็มเย็บผ้าทิ่มลงไปกลางดวงใส และในไม่นานดวงใสในท้องของข้าพเจ้าก็เริ่มใหญ่จนท้องของข้าพเจ้าก็เริ่มขยายใหญ่ขึ้น และเห็นภาพคล้ายกับมีพระพุทธรูปอยู่ที่กลางท้องแต่เป็นองค์ขนาดเล็กและคล้ายกับว่าเราสามารถสื่อสารกับท่านได้ข้าพเจ้าจึงได้นึกว่าตัวเองนั้นกำลังได้ก้มกราบท่านและตอนนี้ไม่น่าเชื่อว่ามันมีความรู้สึกอย่างที่ไม่เคยเป็นมาก่อน เพราะทำให้ข้าพเจ้ารู้สึกผ่อนคลายมีความสุขทั้งๆ ที่นั้นอยู่เฉยๆ และเมื่อได้ยินเสียงที่ ดร.มนัสให้เริ่มแผ่เมตตา ข้าพเจ้าก็ทำตามนั้นโดยแผ่ให้กับญาติพี่น้อง สัตว์ที่ร่วงโลกทั้งหลาย เจ้ากรรมนายเวรและคนที่เสียชีวิต และก็ค่อยๆ ลืมตาขึ้น การฝึกจิตภาพครั้งนี้ทำให้ข้าพเจ้ารู้สึกว่าเหมือนได้ทำบุญด้วย

ครั้งที่ 7 วันพุธ ที่ 8 เดือน กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2555

ดูเหมือนว่าเราได้ปฏิบัติการฝึกจิตภาพเช่นนี้มาหลายครั้งแล้วและครั้งนี้จึงเป็นไปได้ไม่ยากนัก ข้าพเจ้าไม่ต้องนึกดวงจันทร์ที่มีสีเหลือง หรือ ลูกบอลกลมๆ แต่ข้าพเจ้าสามารถเห็นดวงใสได้โดยหลับตาและตั้งสมาธิเพียงไม่นาน และต่อมาก็เกิดดวงใสอันใหญ่โตเกิดขึ้นอยู่ในท้อง ทำให้ตอนนี้เกิดความรู้สึกตัวเบาๆ คล้ายจะลอย และเกิดเห็นองค์พระพุทธรูปขนาด 2 วาเกิดขึ้นในท้องอยู่ตอนนี้ และองค์พระพุทธรูปก็เริ่มสว่างขึ้นอย่างเห็นได้ชัด ข้าพเจ้าจึงนึกให้ตัวตนของข้าพเจ้าที่มีรูปร่างเหมือนกับตัวของข้าพเจ้าได้เข้าไปกราบท่าน แต่ว่าเมื่อนึกนึกตัวของข้าพเจ้า หญิงสาวคนนั้นกลับไม่ใช่หญิงที่มีหน้าตาที่ไม่เหมือนกับข้าพเจ้าเลย และใส่เสื้อผ้าคนละอย่างกันอีกด้วย ข้าพเจ้าจึงท่องในใจว่า ดับอธิฐาน ดับอธิฐาน ถอนปาฏิหารย์ ถอนปฏิหารย์  ไปเรื่อยๆ และท่องต่อว่า ผู้หญิงคนนั้นไม่ใช่ตัวตนของข้าพเจ้าและขอให้ตัวตนของข้าพเจ้าที่แท้จริงจงปรากฏด้วยเถิด ไม่น่าเชื่อว่าเมื่อได้กล่าวเช่นนั้น จะทำให้ผู้หญิงคนนั้นที่ไม่ใช่ข้าพเจ้าเริ่มกลายเป็นหญิงที่มีรูปร่างลักษณะเหมือนข้าพเจ้าได้ขึ้นมาทันที และข้าพเจ้าก็ได้กราบที่พระพุทธรูปองค์นั้น ทำให้ข้าพเจ้ารู้สึกมีความสุขมากมาย และข้าพเจ้าก็ได้ถามท่านว่า ข้าพเจ้าจะเรียนจบภายใน 4 ปีเหมือนเพื่อนๆหรือไม่ ตอนที่ข้าพเจ้าถามพระองค์นั้น ข้าพเจ้าก็ไม่ได้คิดว่าข้าพเจ้าจะได้รับคำตอบจริงๆ แต่ไม่น่าเชื่อว่าท่านกำลังพยักหน้าให้ข้าพเจ้าเหมือนเป็นคำตอบซึ่งเป็นเรื่องที่แปลกมากที่สุดที่ข้าพเจ้าได้เจอมา โดยไม่คิดมาก่อนเลยว่าสิ่งที่เรานึกขึ้นมานั้นจะสื่อสารกับเราได้จริง

ครั้งที่ 8 วันพุธ ที่ 15 เดือน กุมภาพันธ์ พ.ศ. 2555

ครั้งนี้เป็นครั้งสุดท้ายที่จะได้ฝึกจิตภาพในวิชาภาษาไทย ก่อนที่จะหลับตาข้าพเจ้าได้ปล่อยวางเรื่องทุกอย่างและรวมสติตัวเองให้มีสมาธิมากขึ้น และนึกถึงดวงใส พอนึกถึงภาพดวงใสก็ได้เกิดขึ้นในท้องของข้าพเจ้า และเป็นดวงใสที่สว่างและเห็นได้ชัดเจน และท่องว่าส่งใจไปกลางดวงใสนั้นก็เกิดขึ้นในท้องของข้าพเจ้า อีกไม่นานดวงใสก็เริ่มขยายใหญ่ขึ้น เหมือนท้องของเราก็ขยายใหญ่มากเช่นกัน และทำให้เริ่มค่อยๆเห็นพระพุทธองค์อีกครั้งเป็นองค์เดิมเหมือนที่ข้าพเจ้าเคยได้เห็นมาแล้ว และความรู้สึกมีความสุขปล่อยวางและผ่อนคลาย ครั้งนี้ข้าพเจ้าได้ถามพระพุทธรูปองค์นี้ว่า เมื่อข้าพเจ้าเรียนจบแล้วจะมีงานดีๆ ทำหรือไม่ ท่านก็พยักหน้าให้ข้าพเจ้าเหมือนครั้งที่แล้วเลย และได้นั่งต่อไปเรื่อยๆและได้พบกับช้างที่มีสีใสๆ คล้ายช้างเผือก แต่ ดร.มนัส บอกว่ามี 7 อย่างแต่ข้าพเจ้าเห็นเพียงแค่ช้าง และจักรที่มีลักษณะเหมือนในหนังที่ข้าพเจ้าเคยดูในสมัยตอนเป็นเด็กๆ  เวลานี้ทำให้ข้าพเจ้ามีความอิ่มอกอิ่มใจยิ่งนัก

สรุป
การที่ได้ฝึกจินตภาพทั้ง 8 ครั้งนี้  ทำให้ข้าพเจ้ามีสมาธิในการอ่านหนังสือมากขึ้นเพราะในเมื่อก่อนข้าเจ้าเป็นคนที่อ่านหนังสือได้น้อยมาก อ่านไม่กี่หน้าก็ฟุ้งซ่าน แต่หลังจากที่ได้ฝึกทำให้อ่านหนังสือได้เข้าใจมากขึ้น ทุกครั้งที่ฝึกจิตรภาพจะทำให้เรารู้สึกผ่อนคลาย ไม่เครียด ไม่ฟุ้งซ่าน และทุกๆครั้งที่ได้ฝึกจิตรภาพเหมือนเราได้ทำบุญอีกอย่างหนึ่งเพราะเราได้แผ่เมตตาให้กับเจ้ากรรมนายเวร ญาติมิตร สัตว์ร่วมโลกทั้งหลายเค้าก็จะได้รับส่วนบุญส่วนกุศลไปด้วย